หมู่บ้านทอผ้าไหมบ้านท่าสว่าง

หมู่บ้านทอผ้าไหมบ้านท่าสว่าง
   

                ตั้งอยู่ที่บ้านท่าสว่าง ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 10 กม. โดยใช้เส้นทางถนนสายเกาะลอย-เมืองลิง เป็นโรงงานทอผ้ายกทองโบราณที่คุณภาพผ้าและลายทัดเที่ยมของโบราณ เป็นการทอโดยใช้ใยไหมเส้นเล็กละเอียด (ไหมน้อย) มาย้อมสีธรรมชาติ ด้วยเทคนิคแบบโบราณผสานกับการออกแบบลวดลายที่วิจิตร แบบลายชั้นสูงในอดีตเช่น ลายเทพพนม ลายหิ่งห้อยชมสวน ลายก้านขดเต้นรำ ลายครุฑยุคนาค เป็นต้น รวมทั้งไหมทองคำที่ผลิตขึ้นมาจากเส้นเงินบริสุทธิ์แล้วปั่นควบกับเส้นไหม นำมาทักทอเป็นผ้าไหมยกทอง ที่มีความวิจิตรงดงาม ในการออกแบบและการทอแต่ละผืนต้องใช้เวลานาน บางผืนอาจใช้เวลาเป็นปีจึงแล้วเสร็จ ขึ้นอยู่กับขนาดของตะกอ การทอผ้าไหมของชาวบ้านท่าสว่างได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากสำนักพระราชวัง   และมูลนิธิในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ จนได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ทอผ้าไหมมอบให้กับผู้นำเอเปค เมื่อปี พ.ศ. 2546

   

          It is located at the Tha Sawang Village, Tambol Ta Sawang, Amphoe Mueang, about 10 kilometers from Surin city along Ke Loi-Mueang Lieng Road.  It is a fabric of Pha-Mai-Yok-Thong-Boran (ancient silk weaving with gold threads).  The process is to dye very small silk threads (called Mai Noi) and weave them under many ancient designs such as Thep Phanom, Hing Hoi Chomsuan, Kankhod Tenram, Krut Yud Nark. etc. including the famous and beautiful golden brocade silk fabric which is made of pure silver threads being woven with silk threads.  It takes very long time for each design (2-3 months) and 1-3 months or year for weaving of each fabric-depend on the design and the number of take or (selection of silk yarns) used for weaving (maximum Takor was 1418)
          This weaving project is supported and promoted by the Bureau of the Royal House hold and Her Mafesty the Queen's Foundation.  The silk was selected as the fabric to produce shirts for all country leader in the APEC Meeting in the year 2003.

      

 

 

บ้านท่าสว่าง หมู่บ้านทอผ้าไหมAPEC OTOP
ที่อยู่ บ้านท่าสว่าง ต. ท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ๓๒๐๐๐
ความเป็ นมาของกลุ่ม เริ่มจากการที่คนในชุมชนทอผ้าไว้ใช้เอง หากมีผ้าทอเหลือจะรวมกลุ่มกันไปขายตามงานต่างๆ ที่จัดขึน้ ในตัวเมือง หรือขายตามร้านค้าต่างๆ โดยจะทำเป็ นอาชีพเสริม เนื่องจากอาชีพหลัก คือ การทำเกษตรกรรม นอกจากนีค้ นในชุมชนบางส่วนเป็นกลุ่มคนที่เคยไปรับจ้างทอผ้าตามโรงงานต่างๆ แล้วกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านยามชรา ประกอบกับการที่ชุมชนเริ่มมีชื่อเสียงขึน้ จากผ้าไหมยกทองของอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ทำให้เกิดการตัง้ กลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหมบ้านท่าสว่างขึน้ เพื่อรวมตัวกันทอผ้าไหมและเปิ ดร้านขายผ้าไหมในชุมชน  โดยปัจจุบันได้กลายมาเป็นอาชีพหลักของคนในชุมชน เนื่องจากที่ตัง้ ของหมู่บ้านเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ตัวเมือง และได้รับการส่งเสริมจากทางจังหวัดสุรินทร์ทำให้มีลูกค้าแวะเวียนเข้า
ไปซือ้ ผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ  ปัจจุบันกลุ่มอาชีพทอผ้าไหมบ้านท่าสว่าง จังหวัดสุรินทร์ ตั้ง อยู่ที่ 179 ซอย เรือนไทย
ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ รหัสไปรษณีย์ 32000
โดยกลุ่มเริ่มดำเนินการตัง้ แต่ปี พ.ศ. 2542 แต่ได้จดทะเบียนเมื่อปี พ.ศ. 2546

โดยมีประธานกลุ่มชื่อ คุณปราณี ติดใจดี อายุ 39 ปี โทรศัพท์มือถือ 087-5099507

E-mail address:Prani_surin@hotmail.com

 

หมู่บ้านทอผ้าไหมยกทอง จันทร์โสมา
หมู่บ้านที่ได้รับการยกย่องว่า"ทอผ้าไหมหนึ่งพันสี่ร้อยสิบหกตะกอ"เมื่อ ครั้งทอผ้ายกทองทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จากการริเริ่มผลงานศิลปหัตกรรมของกลุ่มทอผ้ายกทอง"จันทร์โสมา" ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูการทอผ้ายกทองชั้นสูงแบบราชสำนักไทย โบราณ โดยมี อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นแกนนำและเป็นผู้รวบรวมชาวบ้านท่าสว่างมารวมกลุ่มกันทำงานทอผ้ายามว่าง จากงานไร่งานนา ด้วยการออกแบบลวดลายที่สลับซับซ้อนงดงามและศักดิ์สิทธิ์ผสมผสานกันระหว่าง ลวดลายการทอแบบราชสำนักกับเทคนิคการทอผ้าแบบพื้นบ้าน จนกลายเป็นผ้าทอที่มีความงดงามอย่างมหัศจรรย์และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว โลก ผลงานที่โดดเด่นของที่นี่คือการได้รับการคัดเลือกจากรัฐบาลให้ทอผ้าสำหรับ ตัดเสื้อผู้นำและผ้าคลุมไหล่สำหรับคู่สมรสผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจที่มาร่วมประชุมผู้นำเอเปกเมื่อปลายปี 2546 จนเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในชื่อ"หมู่บ้านทอผ้าเอเปก"และรางวัล OTOP ระดับ 5 ดาว ของประเทศ ความโดดเด่นของผ้าไหมยกทอง "จันทร์โสมา" เกิดจากการเลือกเส้นไหมน้อยที่เล็กและบางเบานำมาผ่านกรรมวิธีฟอก ต้มแล้วย้อมสีธรรมชาติด้วยแม่สีหลักสามสีคือสีแดงจากครั่งสีเหลืองจากแก่น แกแลและสีครามจากเมล็ดคราม สอดแทรกการยกดอกด้วยไหมทองที่ทำจากเงินแท้มารีดเป็นเส้นเล็กๆปั่นควบกับเส้น ด้าย ใช้ตะกอเส้นพุ่งพิเศษที่ทำให้เกิดลายจำนวนตะกอมากกว่าร้อยตะกอ จนกระทั่งการวางกี่บนพื้นดินธรรมดามีความสูงไม่พอ ต้องขุดดินบริเวณนั้นให้เป็นหลุมลึกไป2-3 เมตร เพื่อรองรับความยาวของตะกอที่ห้อยลงมาจากกี่ให้เป็นระเบียบ ให้คนสามารถอยู่ในหลุมเพื่อสอดตะกอไม้ได้ด้วย เนื่องจากไม้ตะกอมีจำนวนมาก จึงต้องใช้คนทอถึง ๔-๕ คน คือจะมีคนช่วยกตะกอ 2-3 คน คนสอดไม้ 1 คนและคนทออีก 1 คน และความซับซ้อนทางด้านเทคนิคการทอ จะได้ผลงานเพียงวันละ 6-7 เซนติเมตรเท่านั้น การเข้าชมสามารถเข้าชมได้ทุกวัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น การเดินทาง จากตัวเมืองสุรินทร์ใช้เส้นทางหลวงชนบท สร.4026 ประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยางตลอด